เรื่อง เหล่าหวานใจ กับนายพูดไม่เก่ง
"หลาน... หลานพูดความจริงใช่มั้ย?"
เสียงแหบพร่าของเจ้าสัวสิรินทร์สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ ชายชราก้าวเท้าเข้าไปหาชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรวดเร็วผิดกับวัย นัยน์ตาฝ้าฟางที่เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาเบิกกว้างราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่เกิดจากความร้อนของทะเลทราย "หลาน... จะกลับไปกับปู่จริงๆ ใช่ไหม?"
ธีร์มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความหวังของชายชรา แม้เขาจะยังไม่ได้รู้สึกผูกพันหรือรักใคร่ชายคนนี้ในฐานะครอบครัว แต่สัญชาตญาณบางอย่างก็บอกเขาว่าชายชราตรงหน้าพร้อมที่จะมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาจริงๆ หมาป่าหนุ่มไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมาให้มากความ เขาทำเพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แล้วพยักหน้ารับช้าๆ เป็นการยืนยัน
"ดี... ดีๆๆ!" เจ้าสัวสิรินทร์พึมพำซ้ำไปซ้ำมาด้วยความตื้นตันใจ หยาดน้ำตาแห่งความปีติไหลอาบแก้ม "กลับมาอยู่บ้านของเรานะลูก กลับมาอยู่กับปู่นะหลาน..."
ชายชราเอื้อมมือทั้งสองข้างที่สั่นเทาไปคว้าท่อนแขนกำยำของหลานชายเอาไว้แน่น บีบกระชับราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที หลานชายเพียงคนเดียวของเขาจะสลายกลายเป็นฝุ่นทรายและหลุดลอยหายไปอีกครั้ง ธีร์ไม่ได้สะบัดออก เขาปล่อยให้ผู้เป็นปู่จับแขนตนเองไว้อย่างนั้น แม้จะรู้สึกไม่คุ้นชินกับการสัมผัสที่เต็มไปด้วยความรักเช่นนี้ก็ตาม
ทางด้านเพียงฟ้า หญิงสาวผู้เปรียบดั่งนางพญาแห่งสิรินทรา กรุ๊ป ทำเพียงแค่ยืนกางร่มและมองดูภาพการพบกันของสายเลือดด้วยรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า นัยน์ตาสีเข้มของเธอจับจ้องไปที่ใบหน้าด้านข้างของธีร์ ความโล่งใจแผ่ซ่านไปทั่วอก ทว่าในขณะเดียวกัน สมองอันชาญฉลาดของเธอก็กำลังประเมินและวางแผนสำหรับอนาคตที่จะต้องรับมือกับผู้ชายที่แสนอันตรายคนนี้
ขณะที่สองปู่หลานกำลังดื่มด่ำกับช่วงเวลาสำคัญ เสียงปิดประตูรถจี๊บก็ดังขึ้นดึงความสนใจของทุกคน แซม สไนเปอร์หนุ่มผมบลอนด์ก้าวลงมาจากตำแหน่งคนขับ ตามมาด้วยร่างสูงโปร่งของอีวาน่า ผู้บัญชาการสาวชาวรัสเซียที่ก้าวลงมาจากเบาะหลัง ทั้งสองคนเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลนักพลางทอดสายตามองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม
"ให้ตายสิ... เสียดายไอ้โลแกนมันไม่ยอมมาด้วย" แซมบ่นพึมพำพลางล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกง "ฉากซึ้งๆ แบบนี้หาดูยากจะตายไปในดงคนเถื่อนอย่างพวกเรา"
อีวาน่าหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นัยน์ตาสีฟ้าเยือกเย็นทอดมองลูกน้องหนุ่มที่กำลังจะโบยบินออกจากรัง "ความจริงหมอนั่นก็อยากจะมาส่งใจแทบขาดนั่นแหละ แซม... แต่ทิฐิของเขามันสูงค้ำคอไปหน่อย ก็เลยต้องแกล้งทำเป็นฟอร์มจัดไปอย่างนั้น"
ผู้บัญชาการสาวส่ายหน้ายิ้มๆ "และอีกอย่างนะ ถ้าย้อนกลับไปดูจริงๆ คนที่จะรู้สึกเสียดายและใจหายกับการลาออกของธีร์มากที่สุด... ก็คงหนีไม่พ้นไอ้บ้าเลือดอย่างโลแกนนั่นแหละ เพราะมันเพิ่งจะเสียคู่แข่งและคู่หูที่ฝีมือสูสีที่สุดไป"
แซมพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะหันไปถามหัวหน้าหน่วยด้วยความสงสัย "ว่าแต่... ท่านผู้บัญชาการสูงสุดว่ายังไงบ้างครับตอนที่ยื่นเรื่อง? ผมได้ยินว่าพวกนายทหารระดับสูงในหน่วยอื่นๆ โวยวายกันน่าดูเลยนี่"
"ใช่ มีคนคัดค้านกับการลาออกกะทันหันของธีร์อยู่ไม่น้อยเลยล่ะ..." อีวาน่าตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่ท่าน พลเอก เจมส์ แลงฟอร์ด เป็นคนออกหน้าปกป้องและอนุมัติเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ท่านบอกว่า... 'เด็กคนนั้นอยู่คลุกคลีกับความตายและสงครามมามากเกินพอแล้ว ถ้าหากตอนนี้เขามีครอบครัวที่กำลังรอคอยเขาอยู่ ก็ปล่อยให้เขาได้กลับไปใช้ชีวิตแบบคนปกติธรรมดาบ้างเถอะ... ก่อนที่สงครามมันจะพรากชีวิตเขาไป จากคนที่รอการกลับมาของเขาตลอดกาล'"
คำพูดของท่านนายพลทำให้แซมถึงกับพ่นลมหายใจออกทางปากด้วยความทึ่ง ชายหนุ่มชาวอเมริกันส่ายหัวไปมา "ตลกร้ายชะมัด... ทั้งๆ ที่ท่าน ผบ. เป็นคนไปเจอฝีมือไอ้ธีร์ แล้วก็เป็นคนเสนอคำชวนดึงมันเข้ามาอยู่ในขุมนรกนี้แท้ๆ แต่พอมาตอนนี้... กลับกลายเป็นฝ่ายที่สนับสนุนและผลักไสให้มันออกไปซะอย่างนั้น"
อีวาน่าไม่ตอบอะไร เธอเพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ เพราะลึกๆ แล้วทุกคนที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ต่างก็รู้ดีว่าโลกใบนี้มันโหดร้ายเกินกว่าที่ใครสมควรจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ตลอดกาล
"ลาก่อนนะ..."
เสียงทุ้มต่ำของธีร์ดังขึ้น ดึงความสนใจของแซมและอีวาน่าให้หันไปมอง ชายหนุ่มชาวไทยผละจากผู้เป็นปู่และเดินเข้ามาหาเพื่อนร่วมรบทั้งสองคน แม้ใบหน้าจะยังคงเรียบเฉย แต่แววตาของเขากลับทอประกายความผูกพันอย่างลึกซึ้ง
"แล้วก็... เดี๋ยวเจอกัน" ธีร์เอ่ยทิ้งท้ายสั้นๆ ตามสไตล์คนพูดน้อย
แซมฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ชายหนุ่มยกมือขึ้นโบกไปมา "เออ! เดี๋ยวเจอกันเว้ยเพื่อน! ว่างๆ ก็อย่าลืมบินมาหาพวกฉันบ้างล่ะ... เอ๊ะ! ไม่สิ ผิดแล้วๆ" แซมรีบกลับคำพูดพลางหัวเราะร่วน "ต้องบอกว่า... เดี๋ยวพวกฉันจะบินไปบุกบ้านนายเองต่างหาก เตรียมเหล้ากับสาวๆ ไว้รอต้อนรับด้วยล่ะ!"
ธีร์พยักหน้ารับเงียบๆ ก่อนจะหันไปค้อมศีรษะทำความเคารพอีวาน่าเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา
ในขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมตัวก้าวขึ้นบันไดเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว โดยมีแซมและอีวาน่ายืนส่งอยู่ด้านล่างนั้นเอง
"ขอเวลาสักครู่นะคะ"
จู่ๆ เพียงฟ้าก็เอ่ยขึ้น หญิงสาวส่งร่มในมือให้บอดี้การ์ด ก่อนจะก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามตรงดิ่งไปหาอีวาน่าที่ยืนอยู่
สองหญิงแกร่งผู้มีอำนาจจากสองขั้วโลกเผชิญหน้ากัน เพียงฟ้าผู้เป็นนางพญาแห่งโลกธุรกิจ และอีวาน่าผู้บัญชาการแห่งสมรภูมิรบ หญิงสาวชาวไทยเอ่ยกระซิบอะไรบางอย่างกับอีวาน่าด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงแค่สองคน
แซมที่ยืนอยู่ข้างๆ พยายามเงี่ยหูฟังแต่ก็ไม่ได้ยินอะไรเลย ทว่าเขากลับสังเกตเห็นว่านัยน์ตาสีฟ้าของอีวาน่าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความสนใจอย่างล้นหลาม ทั้งคู่พูดคุยเจรจากันอยู่สักพัก รอยยิ้มลึกลับก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงแกร่งทั้งสอง
เมื่อการเจรจาลับเสร็จสิ้น เพียงฟ้าก็เดินกลับมาที่เชิงบันไดเครื่องบินด้วยท่าทีสงบเยือกเย็นดังเดิม
"คุณปู่คะ คุณธีร์... กลับกันเถอะค่ะ จะได้พากันกลับบ้านของเราเสียที" เพียงฟ้าเอ่ยชวนพร้อมรอยยิ้ม
เจ้าสัวสิรินทร์มองหลานสาวบุญธรรมด้วยความสงสัย ชายชราอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "หนูฟ้า... เมื่อกี้หลานเดินไปคุยอะไรกับผู้บัญชาการของธีร์เขางั้นรึ?"
เพียงฟ้าหันไปมองหน้าเจ้าสัว ก่อนจะปรายตามองธีร์ที่ยืนรออยู่บนขั้นบันได หญิงสาวคลี่ยิ้มบางๆ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัย
"ก็เรื่อง... 'ธุรกิจ' ที่เราเพิ่งพูดคุยและตกลงกันไปเมื่อเช้านี้ยังไงล่ะคะ"
เจ้าสัวสิรินทร์เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ "อ้าว... ปู่นึกว่าหลานจะเปลี่ยนใจแล้วเสียอีก ก็ในเมื่อเห็นว่าธีร์เขายอมตกลงกลับไปกับพวกเราแล้วนี่นา ปู่ก็นึกว่าเรื่องแผนสนับสนุนอะไรนั่นจะไม่จำเป็นแล้ว"
"ไม่จำเป็นไม่ได้หรอกค่ะ" เพียงฟ้ายิ้มละมุน นัยน์ตาสีเข้มสบเข้ากับดวงตาคมกริบของธีร์โดยไม่หลบเลี่ยง "ฉันคิดว่า... บางที การทำตามแผนที่วางเอาไว้ตั้งแต่แรก มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่คะ แถมยังเป็นการรับประกันความปลอดภัยในอนาคตด้วย"
พูดจบ เพียงฟ้าก็ก้าวขึ้นเครื่องบินไป ทิ้งให้ธีร์ยืนขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้กำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ ก่อนที่เขาจะเดินตามหลังเธอเข้าไปภายในตัวเครื่อง
...
เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวคำรามกึกก้อง ล้อหน้ายกตัวขึ้นเหนือผืนทราย ก่อนที่เครื่องบินทั้งลำจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม ปล่อยทิ้งไว้เพียงพายุทรายที่หมุนวนอยู่เบื้องล่าง
แซมและอีวาน่ายืนกอดอก แหงนหน้ามองตามรอยควันสีขาวที่พาดผ่านท้องฟ้าไปจนสุดสายตา จนกระทั่งเครื่องบินลำนั้นกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ และหายลับไปในก้อนเมฆ
"ไปกันซะแล้ว..." แซมถอนหายใจออกมาแผ่วเบา น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกโหวงเหวงในใจ "เอาจริงๆ นะบอส... สำหรับคนธรรมดาทั่วไป การที่ต้องแยกย้ายกันไปอยู่คนละซีกโลก ข้ามน้ำข้ามทวีป มันอาจจะเป็นเรื่องที่ฟังดูห่างไกลกันมากๆ เลยเนอะ"
สไนเปอร์หนุ่มก้มลงเตะเศษหินบนพื้นคอนกรีต "แต่สำหรับทหารรับจ้างที่ชีพจรลงเท้าอย่างพวกเรา... ระยะทางแค่นั้นมันไม่ได้ไกลเลยสักนิด เพราะถึงยังไง การเดินทางข้ามประเทศเพื่อไปทำภารกิจ มันก็เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว"
แซมหันมามองเสี้ยวหน้าของอีวาน่า "ถ้าจะถามว่าอะไรคือ 'ระยะห่างที่ไกลที่สุด' สำหรับพวกเรา... ก็คงหนีไม่พ้น 'การตายจากกัน' นั่นแหละครับ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น เราจะไม่มีวันได้เจอหน้ากันอีกเลย... ดังนั้น สำหรับผมแล้ว การจากลาของไอ้ธีร์ในวันนี้ มันก็เป็นแค่การพักรบ แล้วเดี๋ยวสักวันเราก็ค่อยกลับมาเจอกันใหม่ แค่นั้นเอง"
คำคมที่กลั่นกรองมาจากชีวิตจริงของคนผ่านความตาย ทำให้อีวาน่าต้องพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
"ว่าแต่บอสครับ..." แซมเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน ความอยากรู้อยากเห็นฉายชัดบนใบหน้า "เมื่อกี้... คู่หมั้นแสนสวยของไอ้ธีร์ เธอเดินมาคุยเรื่องอะไรกับบอสเหรอครับ? ดูท่าทางจริงจังเชียว"
อีวาน่าละสายตาจากท้องฟ้า หันมาสบตากับลูกน้องจอมกะล่อน นัยน์ตาสีฟ้าของเธอเป็นประกายระยิบระยับราวกับเพิ่งได้รับข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต
"ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แซม..." อีวาน่ายิ้มเจ้าเล่ห์ "ผู้หญิงคนนั้น เธอแค่เข้ามาเสนอตัวว่า... เธอมีความ 'สนใจ' ที่จะทำธุรกิจบางอย่างร่วมกับพวกเราน่ะ"
"ธุรกิจ?" แซมทวนคำด้วยความงุนงง คิ้วขมวดเข้าหากัน "ธุรกิจอะไรครับ? บริษัทโลจิสติกส์จะมาร่วมมืออะไรกับทหารรับจ้างวะ?"
"ใครจะไปรู้ล่ะ..." อีวาน่ายักไหล่ แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับกว้างขึ้น "แต่ที่แน่ๆ ฉันเพิ่งตระหนักได้ว่า... บางที การยอมเสียทหารมือดีระดับแนวหน้าไป 1 คน มันอาจจะเป็นการ 'ลงทุน' ที่โคตรจะคุ้มค่าและสร้างผลกำไรมหาศาลให้กับวูลฟ์แฟงของเราในอนาคตก็ได้นะ"
แซมยังคงทำหน้าเหลอหลาและไม่เข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของผู้บัญชาการสาว เขาอ้าปากเตรียมจะซักไซ้ต่อ
"เอาล่ะ เลิกสงสัยได้แล้ว" อีวาน่าตัดบทอย่างเด็ดขาด "ไปได้แล้ว แซม... กลับเข้าฐานทัพไปหาไอ้โลแกนได้แล้ว ป่านนี้มันคงนั่งหน้างอ คอหักเตะหมาเตะแมวระบายอารมณ์อยู่ในห้องพักแล้วมั้ง ไปช่วยดึงสติมันหน่อยไป"
เมื่อโดนคำสั่งไล่ทางอ้อม แซมก็ทำได้เพียงแค่เบ้ปากและทำหน้าเซ็งสุดขีด สไนเปอร์หนุ่มบ่นกระปอดกระแปด ก่อนจะหมุนตัวเดินล้วงกระเป๋ากลับเข้าสู่ขุมนรกของพวกเขา ทิ้งเรื่องราวของการจากลาเอาไว้เบื้องหลัง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสงครามครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง
ภายในห้องโดยสารของเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวสุดหรูระดับอัลตราวีไอพีของสิรินทรา กรุ๊ป บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและหรูหราอย่างที่คนธรรมดายากจะได้สัมผัส เบาะหนังแท้เกรดพรีเมียมสีครีม แสงไฟสีวอร์มไวท์ที่นุ่มนวล และพรมปูพื้นที่ถักทออย่างประณีต ทุกตารางนิ้วบนอากาศยานลำนี้บ่งบอกถึงความมั่งคั่งและอำนาจล้นฟ้าของครอบครัวที่ธีร์เพิ่งจะตกลงปลงใจเดินทางมาด้วย
เจ้าสัวสิรินทร์ดูมีชีวิตชีวาและกระชุ่มกระชวยขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เคยเหี่ยวย่นและอิดโรยกลับมามีสีเลือดฝาด ราวกับปาฏิหาริย์ได้พรากเอาความแก่ชราออกไปจากตัวเขาจนหมดสิ้น ชายชราหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดีตลอดการเดินทาง เขาแทบจะลืมไปเลยว่าตนเองเคยอมทุกข์มานานนับสิบปี เพราะบัดนี้ เลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวได้กลับมานั่งอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
"ฉลองกันหน่อย! วันนี้เป็นวันดีที่สุดในชีวิตของฉัน!" เจ้าสัวหันไปสั่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสาวสวยที่ยืนสแตนด์บายอยู่อย่างนอบน้อม
พนักงานต้อนรับพยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะเข็นรถเข็นเครื่องดื่มที่ประดับด้วยขวดคริสตัลและแก้วแชมเปญทรงสูงเข้ามาใกล้ เสียง ‘ป๊อป!’ของจุกไม้ก๊อกขวดแชมเปญวินเทจราคาเหยียบแสนดังขึ้นเบาๆ ธีร์ที่นั่งอยู่บนเบาะหนังฝั่งตรงข้ามปรายตามองต้นเสียงด้วยสัญชาตญาณระวังภัยที่ฝังรากลึก ก่อนจะปรับสายตากลับมาเป็นปกติเมื่อประเมินแล้วว่ามันไม่มีอันตราย
พนักงานสาวรินแชมเปญสีทองอำพันที่มีฟองฟู่ฟ่องลงในแก้วคริสตัลอย่างระมัดระวัง แก้วแรกถูกเสิร์ฟให้กับเจ้าสัวสิรินทร์ แก้วที่สองถูกยื่นให้กับเพียงฟ้า ซึ่งหญิงสาวก็รับมาถือไว้อย่างสง่างามด้วยท่าทีที่คุ้นชินกับการเข้าสังคมระดับสูง
และเมื่อแก้วที่สามถูกยื่นมาตรงหน้า ธีร์ก็ยื่นมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยร่องรอยของการจับอาวุธออกไปรับมันมาถือไว้ ทว่า... ชายหนุ่มไม่ได้ยกมันขึ้นจิบเพื่อร่วมฉลองแต่อย่างใด เขากลับวางแก้วคริสตัลที่มีราคาแพงหูฉี่นั้นลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าอย่างเงียบๆ
เจ้าสัวสิรินทร์ที่กำลังจะยกแก้วขึ้นดื่ม สังเกตเห็นท่าทีแปลกๆ ของหลานชายจึงชะงักไป
"อ้าว... ไม่ดื่มฉลองหน่อยหรือหลาน?" ชายชราเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ "หรือว่าไม่ชอบแชมเปญยี่ห้อนี้? อยากได้ไวน์แดง หรือวิสกี้ชั้นดีแทนไหม ปู่มีเก็บไว้ในคลังเครื่องดื่มเพียบเลยนะ"
ธีร์ส่ายหน้าช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูดิบเถื่อนยังคงราบเรียบและไร้อารมณ์ "เปล่าครับ... ผมแค่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์"
คำตอบสั้นๆ นั้นทำให้ทั้งเจ้าสัวและเพียงฟ้าต้องหันมามองหน้ากันด้วยความแปลกใจ ในความทรงจำของคนทั่วไป ทหารรับจ้างเดนตายที่ใช้ชีวิตอยู่กับความเครียดและคาวเลือด น่าจะเป็นพวกที่ดื่มเหล้าจัดเพื่อดับความสับสนในใจ หรือเพื่อสังสรรค์หลังจบภารกิจ ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับปฏิเสธมันอย่างไร้เยื่อใย
"โธ่ ธีร์..." เจ้าสัวสิรินทร์หัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู นึกว่าหลานชายยังคงติดอยู่ในกรอบของทหาร "หลานลาออกมาแล้วนะ ตอนนี้หลานไม่ได้เป็นทหารรับจ้างอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องไปกังวลเรื่องกฎระเบียบวินัย หรือข้อห้ามบ้าบออะไรพวกนั้นหรอก... ตอนนี้หลานมีอิสระ หลานสามารถทำได้ทุกอย่าง กินได้ทุกอย่างที่อยากจะกิน ดื่มได้ทุกอย่างที่หลานอยากจะดื่มเลยนะลูก"
ทว่าธีร์กลับไม่ยิ้มรับ ชายหนุ่มก้มลงมองน้ำสีทองในแก้ว ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศรื่นเริงบนเครื่องบินถึงกับสะดุดลง
"ผมไม่ได้ห่วงเรื่องกฎระเบียบหรอกครับ..." ธีร์ตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและจริงจัง "แต่ที่ผมไม่ดื่ม... เพราะแอลกอฮอล์มันจะทำให้มือสั่น"
สิ้นประโยคนั้น ทั้งห้องโดยสารก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
เพียงฟ้าที่กำลังถือแก้วแชมเปญอยู่ถึงกับชะงัก นัยน์ตาสีเข้มของนางพญาหลุบลงมองมือหนาของชายหนุ่มที่วางประสานกันอยู่บนตัก มือคู่นั้นนิ่งสนิท ไร้ซึ่งการสั่นไหวใดๆ... หญิงสาวผู้ชาญฉลาดและเจ้าสัวสิรินทร์ผู้ผ่านโลกมามาก เข้าใจความหมายแฝงอันแสนโหดร้ายในประโยคสั้นๆ นั้นได้ในทันที
สำหรับคนทั่วไป แอลกอฮอล์คือเครื่องดื่มเพื่อการเข้าสังคม แต่สำหรับ 'แนวหน้าทะลวงฟัน' ผู้มีหน้าที่ลอบสังหารและต้องเอาชีวิตรอดในสมรภูมินรก การที่มือสั่นเพียงแค่มิลลิเมตรเดียวในจังหวะที่ลั่นไกปืน หรือความเชื่องช้าเพียงเสี้ยววินาทีจากการเมามาย ย่อมหมายถึงจุดจบของชีวิตตัวเองและเพื่อนร่วมทีม... ธีร์ไม่ได้ปฏิเสธการดื่มเพราะถูกบังคับ แต่เขาปฏิเสธมันเพราะเขา 'คุ้นชิน' กับการใช้ชีวิตบนเส้นด้ายที่ความตายสามารถมาเยือนได้ทุกวินาที สัญชาตญาณสัตว์ป่าของเขาไม่อนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอลงเด็ดขาด
เจ้าสัวสิรินทร์เม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกผิดและสงสารหลานชายจุกขึ้นมาที่ลำคออีกครั้ง ชายชราตระหนักได้ว่าบาดแผลจากสงครามมันฝังลึกอยู่ในทุกอณูวิถีชีวิตของธีร์ไปแล้ว
เพียงฟ้าสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปัดเป่าความตึงเครียด หญิงสาววางแก้วแชมเปญของตนลงเช่นกัน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
"แม้แต่เบียร์ หรือค็อกเทลอ่อนๆ ก็ไม่ดื่มเลยเหรอคะ คุณธีร์?" เพียงฟ้าถามพลางเอียงคอเล็กน้อย
"ไม่ครับ" ธีร์ตอบสั้นๆ "ผมแค่ไม่ชอบให้สติสัมปชัญญะของตัวเองลดลง"
เจ้าสัวสิรินทร์รีบพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ "งั้นดื่มอะไรดีล่ะลูก? นมไหม? โกโก้ร้อน? หรือน้ำผลไม้สดดี? เดี๋ยวปู่สั่งให้พนักงานไปเตรียมมาให้"
"ขอเป็น... กาแฟดำ ก็แล้วกันครับ" ธีร์เอ่ยความต้องการของตนเอง เครื่องดื่มรสขมปี๊ดและไร้การปรุงแต่งใดๆ ดูจะเข้ากับบุคลิกของเขามากที่สุด
"ได้เลย! เอากาแฟดำมาเสิร์ฟให้คุณธีร์แก้วหนึ่ง!" เจ้าสัวหันไปสั่งพนักงานต้อนรับที่รีบโค้งรับและเดินกลับไปที่โซนครัวด้านหลัง
ระหว่างที่รอกาแฟ สายตาของเจ้าสัวก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าเป้สะพายหลังแนวแทคติคอลสีดำเพียงใบเดียว ที่ธีร์วางแหมะไว้ข้างเบาะที่นั่ง มันดูขัดกับความหรูหราของเครื่องบินลำนี้อย่างสิ้นเชิง
"ว่าแต่ธีร์... หลานเอาสัมภาระอะไรกลับมาด้วยบ้างล่ะนั่น?" ชายชราถามด้วยความสงสัย "ปู่เห็นหลานเดินตัวปลิวขึ้นรถมาพร้อมกับกระเป๋าแค่ใบเดียว... มีอะไรให้ปู่ช่วยให้คนจัดการขนตามมาทีหลังไหม?"
ธีร์ไม่ได้เปิดกระเป๋าให้ดู เขาทำเพียงแค่ปรายตามองมันเล็กน้อย "ไม่ต้องครับ... ในนี้มีแค่เสื้อผ้าเปลี่ยนสองสามชุด กับของใช้ส่วนตัวนิดหน่อย แค่นั้นก็พอแล้วครับ"
(แน่นอนว่าสิ่งที่เขาไม่ได้บอกก็คือ ภายในกระเป๋าใบนั้นมีมีดพกยุทธวิธี ปืนพกที่ถอดแยกชิ้นส่วนซุกซ่อนไว้ และอุปกรณ์เอาชีวิตรอดครบมือ)
เจ้าสัวพยักหน้ารับอย่างไม่เซ้าซี้ แต่ในขณะที่ชายชรากำลังจะชวนคุยเรื่องอื่น ธีร์ที่นั่งเงียบมาตลอดก็เบนสายตาอันคมกริบดุจพญาเหยี่ยว หันไปจ้องมองใบหน้าสวยสะกดของหลานสาวบุญธรรมตรงๆ
"ที่บอกว่าคุณคือ 'คู่หมั้น' ของผม..." ธีร์เปิดฉากยิงคำถามด้วยความตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม "เป็นเรื่องจริงเหรอครับ?"
เพียงฟ้าไม่ได้หลบสายตาคู่นั้น หญิงสาวที่ถูกฝึกมาเพื่อเป็นผู้นำเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสด เธอพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ
"จริงค่ะ" เพียงฟ้าตอบด้วยน้ำเสียงกังวานใส ทว่าหนักแน่น "ฟ้ารอคุณมาตลอดเลยนะคะ"
ทันทีที่หลานสาวบุญธรรมเปิดประเด็น เจ้าสัวสิรินทร์ผู้ทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อกิตติมศักดิ์ก็รีบทำหน้าที่สนับสนุนทันที
"ปู่จะบอกให้นะธีร์..." เจ้าสัวยืดอกพูดด้วยความภาคภูมิใจ "หนูเพียงฟ้าคนนี้น่ะ โปรไฟล์เลิศหรูครบเครื่องไปหมดทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตา ความฉลาด และความสามารถในการบริหารงาน... รู้ไหมว่ามีบรรดานักธุรกิจหนุ่มๆ ไฮโซ และทายาทมหาเศรษฐีมากมาย แห่กันมาตามจีบเธอไม่เว้นแต่ละวัน ขนาดตอนไปออกงานเลี้ยงสังคม พวกผู้ชายยังแทบจะเหยียบตาปลากันตายเพื่อแย่งกันมาขอเธอเต้นรำสักเพลงเลยล่ะ!"
เจ้าสัวเว้นจังหวะพลางส่งสายตาชื่นชมให้หญิงสาว "แต่หนูฟ้าคนนี้ ก็ปฏิเสธพวกผู้ชายหน้าโง่พวกนั้นไปจนหมด เธอไม่เคยชายตามองหรือให้ความสนใจผู้ชายคนไหนเลย... เพื่อรอคอยแค่หลานคนเดียวนะ ธีร์"
ธีร์รับฟังถ้อยคำยกยอเหล่านั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย ชายหนุ่มทำเพียงแค่พยักหน้าและยิ้มรับบางๆ ตามมารยาท
ทว่าภายในใจของหมาป่าเดนตาย กลับไม่ได้หลงเชื่อเรื่องราวแสนโรแมนติกเหล่านั้นอย่างสนิทใจเลยแม้แต่น้อย
ตรรกะของการเอาชีวิตรอดสอนให้เขารู้ว่า โลกใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ และไม่มีใครยอมเสียสละตัวเองเพื่อคนแปลกหน้า สำหรับผู้หญิงที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง สวยงามดุจนางพญา และกุมอำนาจของสิรินทรา กรุ๊ปเอาไว้ในมืออย่างเพียงฟ้า... การที่เธอจะยอมครองตัวเป็นโสด ปิดตายหัวใจเพื่อ 'รอคอย' ผู้ชายที่หน้าตาก็ไม่เคยเห็น นิสัยใจคอก็ไม่รู้จัก แถมยังเป็นทหารรับจ้างเปื้อนเลือดอย่างเขา มันดูเป็นเรื่องราวในเทพนิยายที่ 'ดูดีเกินไปหน่อย'
และที่สำคัญ ธีร์ก็ไม่ได้หลงตัวเองจนคิดว่า เขาเป็นผู้ชายที่ดีเลิศประเสริฐศรีหรือมีแรงดึงดูดมากพอที่จะทำให้หญิงสาวระดับนี้ยอมจำนนให้ตั้งแต่ยังไม่ได้พบหน้า... มันต้องมี 'เหตุผล' หรือ 'ข้อตกลง' อะไรบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังคำว่าคู่หมั้นนี้แน่ๆ
แต่ถึงกระนั้น ธีร์ก็เลือกที่จะสงวนท่าที เขาไม่ได้พูดขัดใจหรือฉีกหน้าใครให้เสียบรรยากาศ ชายหนุ่มเพียงแค่นั่งนิ่งๆ รอรับแก้วกาแฟดำจากพนักงาน
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะยกกาแฟขึ้นจิบ... กลับเป็นฝั่งของ 'นางพญา' ที่พลิกเกมและเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีสวนกลับมาเสียเอง
"จริงสิคะ คุณธีร์..." เพียงฟ้าเอ่ยขึ้นมาลอยๆ น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบแปลกๆ "คุณเคยมี 'ผู้หญิง' เข้ามาในชีวิตบ้างไหมคะ?"
คำถามที่พุ่งเป้ามาอย่างกะทันหัน ทำเอาเจ้าสัวสิรินทร์ที่กำลังอารมณ์ดีถึงกับชะงักและรู้สึกแปลกใจขึ้นมาทันที ก็อย่างที่เขาเพิ่งโม้ไปเมื่อครู่ ว่ามีผู้ชายมาตามจีบหลานสาวบุญธรรมมากมาย แต่เพียงฟ้าไม่เคยสนใจ ไม่เคยหึงหวง และไม่เคยปริปากถามเรื่องผู้หญิงกับใครหน้าไหนมาก่อนเลยในชีวิต แต่มาวันนี้... หลานชายแท้ๆ ของเขากลับถูกยิงคำถามจับผิดเป็นคนแรก
ธีร์ที่อยู่ๆ ก็ถูกต้อนเข้ามุม ชะงักแก้วกาแฟไว้ตรงริมฝีปาก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความงุนงง
"ผู้หญิง... เข้ามาในชีวิตเหรอครับ?" ธีร์ทวนคำถามด้วยความไม่เข้าใจ เพราะวันๆ ชีวิตของเขาก็มีแต่ปืน ระเบิด และเพื่อนร่วมทีมหน้าเถื่อนๆ
เพียงฟ้าคลี่ยิ้มเล็กน้อย... ทว่ามันไม่ใช่รอยยิ้มที่อ่อนโยนเหมือนเมื่อครู่นี้ แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นและแฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศในเครื่องบินลดต่ำลงไปหลายองศา
"ใช่ค่ะ..." เพียงฟ้ายืดตัวขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มภายใต้แพขนตางอนยาวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหมาป่าหนุ่ม หญิงสาวเน้นย้ำถ้อยคำต่อไปนี้อย่างช้าๆ ชัดๆ ทีละคำ
"พอดีว่าเมื่อวาน... ฉันเหมือนจะได้ยินคนในหน่วยของคุณพูดกันว่า... 'มีสาวสวยคนใหม่... เข้ามาหาคุณ... อีกแล้ว'น่ะสิคะ"
ประโยคที่ถูกหยิบยกมาจากเสียงซุบซิบของทหารในห้องพัก ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธเชือดเฉือนอย่างเลือดเย็น
วินาทีนั้นเอง... ธีร์ ผู้ซึ่งเคยวิ่งหลบ-่ากระสุน ฝ่าดงระเบิด และเดินข้ามซากศพมานับไม่ถ้วน ผู้มีสัญชาตญาณการระวังภัยและการรับรู้อันตรายที่เฉียบคมและแม่นยำที่สุด
สัญชาตญาณดิบในตัวของเขา... กำลังร้องเตือนเสียงหลง!
ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง เมื่อเขาตระหนักได้ว่า รอยยิ้มละมุนที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเพียงฟ้านั้น... มันดูแปลกพิกล มันเยียบเย็น และเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่น่าขนลุกยิ่งกว่าตอนที่เขาเผชิญหน้ากับศัตรูในสนามรบเสียอีก!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??